น่านทูเดย์ตอตคอม

ถามกันมาเยอะเหลือเกินครับ ทั้งคนรู้จัก และ แฟนเพจของเรา ที่อยากมาเที่ยวน่าน สักครั้ง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไง .. สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนก็กำลังวางแผนท่องเที่ยวอยู่และหนึ่งเป้าหมายปลายทางของท่านก็คือ #น่าน อยากจะมาสักครั้ง หรือ มาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3

ถือโอกาสนี้ แนะนำตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว (สำหรับมือใหม่) ที่ติดตามรีวิวจากเว็บ หรือ เพจท่องเที่ยวต่างๆ แล้วสติแตกอยากมาเที่ยวน่าน และต้องมาแน่นอน ลองศึกษาและอ่านตัวอย่างกำหนดการท่องเที่ยว และ เส้นทางนี้ ดูนะครับ

รายละเอียดโรงแรมที่พัก รีสอร์ท เกสเฮ้าส์ โฮมสเตย์ ในจังหวัดน่าน
ททท. แนะนำโรงแรมที่พักจังหวัดน่าน (2562) คลิกที่นี่
http://www.nantoday.com/?p=1611

น่าน – พระธาตุแช่แห้ง – พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน – รถรางชมเมือง – วัดภูมินทร์พระธาตุช้างค้ำวรวิหาร – ถนนคนเดิน

เริ่มต้นที่วันแรก (เอาแบบว่าทริปนางฟ้านะครับ) บินมาเลย สายการบินสีแดง โลคอสมาน่าน ก็ยังราคาสูงอยู่พอสมควรครับ หรือจะเริ่มต้นที่ท่าอากาศยานหมอชิต 555 นั่งรถนานหน่อย 9-11 ชั่วโมงครับ นอนมาทั้งคืน สว่างที่นี่ก็พดีครับ

น่าน – พระธาตุแช่แห้ง – พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน – รถรางชมเมือง – วัดภูมินทร์พระธาตุช้างค้ำวรวิหาร – ถนนคนเดิน

จริงๆ ก็แนะนำไฟต์เช้าเลยนะครับ เพราะว่าคุ้มค่ากับการเดินทาง และ มีเวลามาพอที่จัดการเส้นทางท่องเที่ยวในวันแรกๆๆ พอเดินทางถึง #ท่าอากาศยานน่านนคร หรือ สนามบินน่าน แล้ว จะเช่ารถขับเอง เพื่อมารับ หรือได้เตรียมการว่าจ้างรถตู้โดยสารมารับ และพาเที่ยวอะไรก็แล้วแต่ อาจจะต้องสำรองหรือจองล่วงหน้านะครับ ทั้งบริการรถเช่าของเอกชนในพื้นที่ และบริษัทที่ดำเนินการตามสนามบิน นะครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว อยากให้รู้จักน่าน ตั้งแต่ตรงนี้ ครับ

เมื่อปี พ.ศ. 2458 เจ้าอุปราช (มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าอุปราชนครน่าน (อิสริยศในขณะนั้น) ได้ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อซื้อเครื่องบินให้แก่กองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ ซึ่งต่อมาพระองค์มีพระประสงค์จะชมเครื่องบินลำที่พระองค์ซื้อให้แก่กองทัพอากาศ จึงได้นำความปรึกษากับอำมาตย์เอก พระวรไชยวุฒิกรณ์ ปลัดมณฑลพายัพ เพื่อจัดสร้างสนามบินขึ้น เมื่อพระวรไชยวุฒิกรณ์เห็นชอบแล้ว จึงได้เกณฑ์แรงงานราษฎรทำการถางโค่นต้นไม้ บริเวณตำบลหัวเวียงเหนือ เพื่อสร้างสนามบินขึ้น โดยใช้เวลาในการสร้างประมาณ 3 ปีเศษ จึงแล้วเสร็จ และทางกองทัพอากาศจึงได้นำเครื่องบินแบบ “เบเก้” จำนวน 3 ลำ รวมทั้งลำที่เจ้าอุปราชฯ ได้ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อให้ บินจากกองทัพอากาศดอนเมืองถึงสนามบินน่านสำเร็จและลงอย่างปลอดภัย ครั้นเมื่อเครื่องบินได้กลับไปแล้วก็มิได้ใช้สนามบินนี้อีก คงปล่อยทิ้งไว้และได้รับการบำรุงรักษาตามสมควร

ต่อมาเมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศส สนามบินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกครั้งเพื่อให้เครื่องบินจำนวน 3-4 ลำจากกองทัพอากาศสามารถมาประจำที่สนามบินน่านได้ แต่เมื่อสงครามอินโดจีนยุติลง ก็ไม่มีการใช้สนามบินอีก หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 ปีเศษ สนามบินได้รับการปรับปรุงอีกครั้งหนึ่ง โดยทำการขยายทางวิ่งให้กว้างประมาณ 10 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร ผิวทางวิ่งบดทับด้วยดินลูกรัง พอที่เครื่องบินขนาดเล็กจะขึ้น-ลงได้ และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2514 กองทัพอากาศไทยได้จัดหน่วยบิน 231 ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่ ทิ้งระเบิดมาประจำสนามบินน่าน พร้อมย้ายหน่วยบิน 713 และ 333 จากอำเภอเชียงกลาง มาประจำที่สนามบินน่าน รวมกันตั้งเป็นฝูงบิน 416 ต่อจากนั้นหน่วยบินของกองทัพบก และกรมการบินพาณิชย์ ได้ย้ายเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกับกองทัพอากาศ จึงได้ร่วมกันซ่อมทางวิ่งบางตอนที่ชำรุดให้ได้มาตรฐานและเพิ่มขีดความสามารถของทางวิ่งให้เป็นผิวแอสฟัลส์ติดคอนกรีต ยาว 2,000 เมตร กว้าง 45 เมตร ทางเผื่อหัวท้ายข้างละ 60 เมตร รับน้ำหนักสูงสุดได้ประมาณ 67,000 กิโลกรัม จนเครื่องบินขนาดใหญ่แบบซี-130 เฮอร์คิวลิส สามารถขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัย

ปี พ.ศ. 2523 กรมการบินพาณิชย์ ได้จัดสร้างอาคารที่ทำการท่าอากาศยานน่าน (อาคารเดิม) เป็นอาคารชั้นเดียวประกอบด้วยห้องพักผู้โดยสาร ที่ทำการท่าอากาศยานน่านและพื้นที่ลานจอดรถยนต์ ไว้บริการแก่ผู้โดยสารทั่วไป

ปี พ.ศ. 2555 กรมการบินพลเรือน (บพ.) กระทรวงคมนาคม ได้ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ที่ท่าอากาศยานน่าน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยใช้งบประมาณค่าก่อสร้างจำนวน 169,060,000 บาท มีพื้นที่รวม 5,750 ตารางเมตร อาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 2 ชั้น มีดาดฟ้า พร้อมระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ระบบไฟฟ้าและสื่อสาร สามารถรองรับผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน จำนวน 300 คน/ชั่วโมง หรือประมาณวันละ 2,400 คน และอาคารอื่น ๆ ได้แก่ อาคารโรงเก็บเครื่องมือกล และอาคารที่ทำการดับเพลิง ขนาด 720 ตารางเมตร สามารถจอดรถดับเพลิงได้ จำนวน 6 คัน พร้อมลานจอดรถยนต์ด้านหน้าอาคารประมาณ 540 ตารางเมตร และอาคารโรงเก็บเครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าขนาด 126 ตารางเมตร และได้เปิดให้สายการบินและผู้โดยสารใช้บริการอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2557

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ของท่าอากาศยานน่านว่า “ท่าอากาศยานน่านนคร”

F ; มหัศจรรย์ นันทบุรี วิถีชาติพันธุ์

น่าน เป็นจังหวัดทางเหนือของประเทศไทยที่มาแรงไม่แพ้จังหวัดน่าเที่ยวอื่นๆ ที่น่านมีที่เที่ยวให้เที่ยวเยอะ ทั้งภูเขา วัฒนธรรม เที่ยวได้ทั้งสายเดินป่า สายล่าหมอก สายบุญ สายหนาว เที่ยวน่านได้ครบทุกสาย และด้วยความสงบ น่ารัก เป็นเมืองเก่าที่ยังคงมีชีวิต ทำให้หลายๆ คนหลงรักเมืองน่าน….

มาเริ่มต้นเอาสิริมงคลเข้าตัวก่อนนะครับ วัดพระธาตุแช่แห้ง สักการะพระบรมธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นศิลปะการก่อสร้าง ที่มีความวิจิตรงดงาม อีกแห่งหนึ่ง ของภาคเหนือที่เป็นศิลปะการก่อสร้างที่ได้รับอิทธิพล การก่อสร้างมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุณไชยโดยมีลักษณะโดยรอบๆ ของ องค์พระธาตุ คือจะมี การบุรอบองค์ ด้วยทองจังโกในส่วน ของทางเดิน ขึ้นสู่องค์พระธาตุนั้น จะเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าลักษณะของการปั้น จะเป็นลายนาคเกี้ยวที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะของ ช่างฝีมือและของ ศิลปะ ของจังหวัดน่านโดยแท้จริง ชาวเมืองล้านนามีความเชื่อกัน ว่าการ ได้เดินทางไปสักการบูชากราบไหว้นมัสการองค์พระธาตุแซ่แห้ง หรือชาวล้านนาจะเรียกกันว่า การชูธาตุ แล้วนั้นจะทำได้รับ อานิสงค์อย่างแรงกล้า ทำให้ชีวิตอยู่ดี มีสุข ปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียน หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า และเป็นพระธาตุสำหรับคนเกิดปีเถาะด้วยครับ (ปีกระต่าย)

พักร้อนหน่อยหาร้านกาแฟ เครื่องดื่มเย็นๆ จริงๆ เมือน่านคือเมืองกาแฟนะครับ ผลิตที่น่าน หลายๆ ร้านทำกาแฟเพื่อสังคม ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ ลดการทำลายป่า และสร้างเศรษฐกิจชุมชน ร้านกาแฟมีเยอะครับในเมืองน่าน…… (ค้นหาเอง แนะนำร้านไดร้านหนึ่งก็เกรงใจ 555)

นั่งรถรางชมเมืองเก่าน่าน

ไปต่อที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็นที่ประทับของ เจ้าผู้ครองนครน่าน เรียกว่า “หอคำ” ภายในจัดแสดง ศิลปะ โบราณวัตถุ ต่างๆ ประวัติศาสตร์ และชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวพื้นเมืองภาคเหนือ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “งาช้างดำ” ซึ่งไม่ทราบประวัติความเป็นมา ที่ชัดเจนครับ มีแต่ประวัติเล่าขานกันมา สันนิษฐานว่า เป็นงาข้างซ้าย มีสีน้ำตาลเข้มไปทางดำ งาช้างดำนี้ ถือเป็นของคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มี ซุ้มต้นลีลาวดี ที่ขึ้นเป็นแถวเรียงรายแผ่ขยายกิ่งก้านโค้ง โน้มเอียงเข้าหา กันกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ยิ่งใหญ่สวยงาม เรียกได้ว่าเป็นซิกเนอเจอร์อีก 1 จุดของ จังหวัดน่าน

หิวแล้วก็ไปตะเวนหาร้านอาหารเที่ยงกันครับ…. (หาร้านกันเองนะ แนะนำยากหน่อย จะบอกว่าร้านไหนดีกว่าร้านไหน ก็ลำบากครับ)

อากาศบ่ายนี้อาจจะร้อนๆ นะครับ อย่าลืมร่ม ครีมกันแดดกันด้วยนะ แนะนำ ไปนั่งรถราง ชมความเป็นอยู่ของชาวเมืองน่าน บรรยากาศการนั่งในรถราง ท่านจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของน่านเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะการนำเสนอที่แสนจะสนุกสนานโดยมัคุเทศก์ประจำรถที่มีทั้งมุกตลก ทั้งความรู้ในความเป็นมาในสถานที่ต่างๆ โดยการสรุปที่ได้ใจความ ฟังได้อย่างเข้าใจและเข้าถึงอารมณ์ในบรรยากาศของเมืองเล็กๆ ที่มีอัตลักษณ์ สองข้างทางที่สะอาดตา กับวิถีของผู้คนที่ไม่รีบเร่ง ทำให้เราซึมซับและหลงเสน่ห์ของเมืองน่านเข้าไปอีกมากโข จุดจอดแวะในสถานที่ต่างๆ ก็ได้ถูกเลือกสรรมาให้ท่านแล้วเป็นอย่างดี คือไฮไลท์ หรือ แลนด์มาร์คของเมืองน่าน

นั่งรถรางรอบเมืองแล้ว ก็กลับมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนิแหละ เยี่ยมชม วัดภูมินทร์ เป็นวัดหลวงตั้งอยู่ในเมืองน่าน ความพิเศษของวัดนี้คือเป็นวัดแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างทรงจัตุรมุข ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และมีจิตรกรรมฝาผนัง ชื่อดังคือ ภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน หรือกระซิบรัก ผลงานของหนานบัวผัน ไปวัดภูมินทร์แล้วต้องไม่พลาดถ่ายรูปท่ากระซิบรัก นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ภาพโมนาลิซ่าเมืองน่าน ภาพแสดงตำนานพื้นบ้านและวิถีชีวิตของคนน่านสมัยก่อน

ในบริเวณใกล้เคียงเราสามารถเดินเที่ยวได้ง่ายๆ เลยนะครับ ข้ามถนนไปมาก็เจอแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ แล้ว พระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน นับเป็น ปูชนีย์สถานสำคัญ เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัย ภายในวัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย รอบเจดีย์มีรูปปั้นช้างปูนปั้นเพียงครึ่งตัว ประดับอยู่ โดยรอบ พระธาตุเจดีย์สร้าง ด้วยอิฐถือปูน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน 3 ชั้น ฐานจากชั้นแรกสูง

ถึงชั้นสองมีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐาน รองรับไว้ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัวโผล่ส่วนหัวลอย ออกมาครึ่งตัวขาหน้าทั้งคู่ยื่นพ้นออกมาจาก เหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบัว) ซ้อนกัน 3 ชั้น และเป็น องค์ระฆังแบบลังกา ต่อจากองค์ระฆังทำเป็นฐานเขียงรองรับ มาลัยลูกแก้ว ลดหลั่นกันไปเป็นส่วนยอด หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์มีความสวยงามมาก

เหนื่อยกันได้ที่แล้วใช่ไหมครับ ไปเช็คอินเข้าที่พักกันก่อนก็ได้ อาบน้ำแต่งตัว เย็นนี้ยังมี (ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์) อิสระในการเดินเที่ยวถนนคนเดินบริเวณวัดภูมินทร์ จะเลือกซื้อ เลือกช้อป หรือเลือกชิม อาหารพื้นเมืองของน่าน ผลิตภัณฑ์ของฝากได้ตามชอบใจ วันแรกก็จุ๊ใจแล้วครับ

ภาพ nantoday.com ชมพูภูคา เป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์ที่มีดอกสีชมพูอมขาวงดงาม ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้ ชมพูภูคา เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ “ชมพูภูคา” (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bretschneidera sinensis Hemsl. ชื่อวงศ์ : BRETSCHNEIDERACEAE ต้นไม้พันธุ์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก ซึ่งปัจจุบันมีรายงานการค้นพบในโลกเพียงที่เดียวคือที่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

วันที่สอง ดอยภูคา – ศาลเจ้าพ่อภูคา – บ่อเกลือ – วัดหนองบัว – หมู่บ้านไทลื้อ(ท่องเที่ยวชุมชน)

ตื่นเช้าหน่อย ครับ อรุณสวัสดิ์ยามเช้ากับบรรยากาศสดชื่น รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม หรือ อาจจะมาเดินตลาดเช้า (ตลาดตั้งจิตร์นุสรณ์) เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ชอบมาเดินชมบรรยากาศตลาดยามเช้าที่น่าน รวมทั้งทำบุญตักบาตร ครับ (จะเช็คเอ้าท์เลยก็ได้ แล้วไปนอนบนดอยสัมผัสความหนาวเย็นที่บ่อเกลือ)

เดินทางขึ้นสายเหนือของจังหวัดน่าน อาจจะแวะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ตามเส้นทาง เช่น หอศิลป์ริมน่าน วัดหนองบัว หรือ อำเภอปัว มีสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงหลายแห่ง (ลองศึกษาเพิ่มเติมและใส่ในลิสของท่าน) มุ่งสู่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อ กันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่าน แวะสักการะ ศาลเจ้าพ่อภูคา บริเวณนี้ยังมี ต้นชมพูภูคา (Bretschneidera Sinensi ) พันธุ์ไม้ที่ได้ชื่อ ว่าหายากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เคยพบในมณฑลยูนนานของจีน ก่อนจะสูญพันธุ์ไป และมีการค้นพบอีกครั้งใน ประเทศไทยที่ดอยภูคา จังหวัดน่าน พันธุ์ไม้ชนิดนี้จึง หลงเหลืออยู่ในโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ประเทศไทย ในรอบหนึ่งปี ชมพูภูคาจะออกดอกสีชมพูเป็นช่อสวย สดใสเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เท่านั้นซึ่ง เป็นช่วง เวลาที่ดีที่สุด นอกจากนี้ี้บนดอยภูคายังมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง

เดินทางไปอำเภอบ่อเกลือ อำเภอเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติโอบอ้อม บ่อเกลือสินเธาว์ มีชื่อเสียงในด้านการทำเกลือบนภูเขาที่ไม่มีที่ใดเหมือน เกลือสินเธาว์เพื่อบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง บ่อเกลือนี้มีมาแต่โบราณและนำไปจำหน่ายยังกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงตุง หลวงพระบาง รวมถึงสิบสองปันนาจีนตอนใต้

มีร้านอาหารเครื่องดื่ม ในชุมชนจำนวนหนึ่งครับ ต้องไปดูกันเอาว่า พอทานอะไรได้บ้าง รวมทั้ง ไปใช้บริการห้องอาหารของโรงแรม หรือ รีสอร์ทบริเวณใกล้เคียงได้ครับ

หลังจากนั้น ออกจากบ่อเกลือไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร (โดยประมาณ) บ้านสะปัน ครับ หนึ่งในเป้าหมายปลายทางของนักเดินทางที่มาจังหวัดน่าน รายละเอียดทั้งที่พัก น้ำตก หรือ กิจกรรมนักท่องเที่ยว อยากให้ท่านลองค้นหาตามสื่อออนไลน์ดู อีกทีครับ บอกหมดเดียวเที่ยวไม่สนุก … ความตื่นต้นจะหายไป 555 ตามอัธยาศัยเลยนะครับ หาที่พัก สัมผัสแม่น้ำ ฟังเสียงน้ำไหล … ลองดู

ลองดูท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์อะไรบ้าง ฝันดีครับ

F ; มหัศจรรย์ นันทบุรี วิถีชาติพันธุ์

วันที่สาม ปัว – ท่าวังผา – ดอยเสมอดาว – ผาหัวสิงห์)

อรุณสวัสดิ์ยามเช้ากับบรรยากาศอันเย็นสดชื่น นำท่านเดินทางขึ้นสู่ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ซึ่งได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 104 ของประเทศไทย พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ทอดยาววางตัวในแนวเหนือใต้ สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ตามลำน้ำน่าน และยอดดอยสูง ดอยเสมอดาวเป็นภูเขาที่มีลานให้นักท่องเที่ยวพักผ่อนกางเต็น และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกและชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่วิวดีอีกที่หนึ่งเลยที่เดี๋ยว ในช่วงหน้าหนาวและฝนยังสามารถเห็นทะแลหมอกในตอนเข้า สำหรับผู้ที่มากางเต็นท์นอนกลางคืนยังมีโอกาสที่จะพบหิ้งห้อยอีกด้วย ยอดดอยอีกแห่งหนึ่งที่มีความ

สวยงามไม่แพ้ดอยอื่นๆ คือ ดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ เป็นลานกว้างตามสันเขาที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ในจุดเดียวกัน ยามค่ำคืนยังเปลี่ยนเป็นลานดูดาวได้ด้วยและเป็นจุดกางเต็นท์พักแรมของอุทยานฯมองเห็นหน้าผาหัวสิงห์อยู่ปลายสันเขา

วันที่ 4 ของการเดินทาง เข้าเมืองเก็บตก ชื้อของฝาก และ เตรียมตัวกลับบ้าน

สายๆ ก็ลงมาจากดอยเสมอดาว หาทานอาหารเช้าในตัวอำเภอนาน้อย นะครับ ก่อนที่จะพากันไปต่อในเมืองน่าน และพอมีเวลาก่อนจะเดินทางกลับ แวะสักการะ พระพุทธมหา อุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ณ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนีย์สถานที่สำคัญ และ เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาคขึ้นไปยังด้านบน และทางรถขึ้นถึงตัววัดได้ เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน สวยงดงามไปอีกแบบ

หาชื้อของฝากของที่ระลึกกันสักหน่อย ที่ศูนย์โอท๊อปน่าน ไม่ไกลจากวัดภูมินทร์ ครับ ร้านเครื่องเงิน ผ้าชิ่นพื้นเมืองน่าน ของกิน ของฝาก ผลิตภัณฑ์ชุมชนน่าน หลังจากนั้นชมวัดมิ่งเมือง ลักษณะเด่นคือ ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถ มีความสวยงามวิจิตรบรรจงมาก เป็นฝีมือตระกูลช่างเชียงแสน มีความวิจิตร งดงามมาก ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน ฝีมือช่างท้องถิ่นยุคปัจจุบัน และในบริเวณวัดยังเป็นที่ ประดิษฐานเสาหลักเมือง ซึ่งอยู่ในศาลาจัตุรมุข ด้านหน้าพระอุโบสถ เสาหลักเมืองสูงประมาณ 3 เมตร ฐานประดับด้วยไม้แกะลวดลาย ลงรักปิดทอง ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปพรหมพักตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และ ที่วัดนี้ยังเป็นที่ประดิษฐาน เสาหลักเมืองของจังหวัดน่าน เสาหลักเมืองน่าน ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า “เสามิ่งเมือง” เดิมเป็น ไม้สักทองขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นเสาทรงกลมส่วนหัวเสาเกลาเป็น ดอกบัวตูมฝังไว้กับพื้นที่ดินโดยตรง ไม่มีศาลหรืออาคารครอบ แต่อย่างใด สันนิษฐานว่าอาจจะสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน เหตุเพราะแต่ก่อนมานั้นเมืองน่านไม่มีคติการสร้าง เสาหลักเมือง

ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางเข้าสู่สนามบินน่าน ระหว่างการรอก็อย่าลืมอัพเฟช ไลน์ ไอจี เรื่องราวดีๆ และความประทับใจในเมืองน่านนะครับ

มาเที่ยวน่านครั้งใด ต้องการความช่วยเหลือ หรือสอบถามข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
https://www.facebook.com/groups/khonramuangnan/
https://www.facebook.com/nan2daydotcom/


ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่