น่านทูเดย์ตอตคอม

พระแก้ว เป็นพระพุทธรูปเนื้อแก้ว ปางยืนอุ้มบาตรโปรดสัตว์โลก สูงประมาณ 1 คืบ ได้มาโดยชาวบ้านบ่อแก้ว ไปพบโดยบังเอิญจากการออกไปทำไร่ ที่ดอยม่อนแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ได้นำมามอบให้เป็นสมบัติของวัดบ่อแก้ว และของชาวอำเภอนาหมื่น ถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอนาหมื่น และมีการนำออกให้ประชาชนสรงน้ำในวันวิสาขะบูชา และวันสำคัญทางศาสนาในวันอื่นเป็นประจำทุกปี

ในเมืองเล็กๆ แสนเงียบสงบกลางโอบล้อมของผืนป่าเขียวขจีและทิวเทือกเขาอันสลับซับซ้อน ศาสนสถานงดงามอลังการด้วยลวดลายปูนปั้นสุดแสนวิจิตรยืนหยัดอยู่อย่างเงียบๆ ทว่าสง่างามโดดเด่นสะดุดตาในฐานะอุโบสถหลังใหม่ของวัดบ่อแก้ว ศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวบ้านบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน แต่เดิมบ้านบ่อแก้วเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่าบ้านเมืองหิน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2390 (ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นสำหรับเป็นศูนย์รวมจิตใจและใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ให้ชื่อว่า “วัดศรีมาราม” ภายในบริเวณวัดมีบ่อน้ำอยู่ หลังจากสร้างวัดแล้วได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น โดยทุกวันพระจะปรากฏดวงแก้วส่องแสงสว่างสุกใสลอยออกมาจากบ่อน้ำภายในวัด สร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก จึงช่วยกันสร้างพระเจดีย์ครอบบ่อน้ำเอาไว้ แล้วเปลี่ยนชื่อจากวัดศรีมารามเป็น “วัดบ่อแก้ว” รวมทั้งชื่อหมู่บ้านด้วย เพื่อระลึกถึงปรากฏการณ์มหัศจรรย์อันเป็นมหามงคล

ประวัติความเป็นมาของพระเจ้าแก้ววัดบ่อแก้วเมืองหิน
ประวัติพระเจ้าแก้วขาว เสตังคะมณีวัดบ่อแก้ว

ตามตำนานเล่าถึงที่มาว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีตากับยายทำไร่อยู่ที่ม่อนเขาแก้ว (บริเวณใกล้กับวัดชัยมงคลในปัจจุบัน) วันหนึ่งขณะกำลังช่วยกันดายหญ้า แวก (จอบขนาดเล็ก) ที่ใช้อยู่ได้ไปกระทบกับบางสิ่งที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ด้วยความสงสัยสองตายายจึงพากันขุดลึกลงไปอีก จนพบว่าสิ่งที่แวกไปกระทบเข้านั้นเป็นยอดพระเกศของพระพุทธรูปที่จมดินอยู่ จึงขุดขึ้นมาล้างดินโคลนที่ห่อหุ้มออก ปรากฏเป็นองค์พระพุทธรูปแก้วใสสวยงาม จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดบ่อแก้ว จากนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ พระเจ้าแก้วได้เสด็จออกไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยแต่ละครั้งมีชาวบ้านไปพบเห็นมาเล่าลือกัน เช่น ริมลำน้ำหินบ้าง ใต้โคนต้นเดื่อใหญ่ในหมู่บ้านบ้าง ในโบสถ์ที่วัดปง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพงษ์) บ้าง บนแท่นพระเจ้าหลวงวัดนาหวายบ้าง บางครั้งเสด็จไปไกลถึงวัดบ้านล้อง หรือวัดร้อง ในตำบลสถาน ผู้เฒ่าแสนใจยาวาของหมู่บ้านจึงสร้างบุษบกไว้ถวายให้เป็นแท่นที่ประทับ นับแต่นั้นมาพระเจ้าแก้วก็ไม่เสด็จไปที่ไหนอีก เจ้าผู้ครองนครน่านองค์หนึ่งได้ทราบถึงเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแก้วได้จัดส่งขบวนช้างม้าพร้อมทหารมาอัญเชิญพระเจ้าแก้วขึ้นหลังช้างเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดหลวงในเมืองน่าน แต่เมื่อขบวนเดินทางไปถึงบริเวณที่เรียกว่า “แพะไก่เถื่อน” เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เป็นวิปริตอาเพศ จนขบวนไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ ต้องอัญเชิญกลับมาไว้ที่วัดบ่อแก้วตามเดิม พระเจ้าแก้วจึงถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวอำเภอนาหมื่น ในวันวิสาขบูชาและวันสำคัญทางพุทธศาสนาจะอัญเชิญออกมาให้ประชาชนสรงน้ำเป็นประจำทุกปีอุโบสถสุดอลังการนี้นับเป็นอุโบสถหลังที่ 3 ของวัด หลลังดั้งเดิมแรกสุดเป็นสถาปัตยกรรมไม้ เสาต้นซุงขนาดใหญ่ หลังคามุงแป้นเกล็ดแบบล้านนา ถูกรื้อออกไปเมื่อหลายปีก่อน แล้วสร้างอุโบสถหลังใหม่ก่ออิฐถือปูนบนพื้นที่เดิมเป็นหลังที่สอง ด้วยรูปแบบเรียบง่าย ยังไม่มีการประดับประดาอย่างวิจิตร เพียงมีลักษณะเด่นประการหนึ่ง คือ ข้างหลังโบสถ์ด้านนอกทางทิศตะวันตกทำเป็นวิหารน้อยขนาดเล็ก ตั้งบนเสาสูง 4 ต้น เหมือนกับหิ้งพระติดอยู่กับผนัง สำหรับประดิษฐานพระเจ้าแก้ว

พระพุทธเจ้าแก้วเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธ์มาก ตามคำบอกเล่าว่าปีใดเกิดฟ้าฝนแล้ง คือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวเมืองหินก็จะนิมนต์พระเจ้าแก้วออกมาและก็โอกาสเวนตานเถิงเทวดาประจำเมือง คือเจ้าหลวงราชคฤห์ เจ้าพ่อเขาแสง แล้วก็จะพากันแห่พระเจ้าแก้วไปตามวัดต่างๆ เริ่มที่วัดปง ก่อน จึงไปวัดนาหวาย วัดนาทะนุง วัดค้างอ้อยดอนมูล แล้วก็แห่กลับคืนมา ที่วัดบ่อแก้วตามเดิม บางปีก็จะแห่ไปทางสายเหนือ วัดป่ากล้วยน้ำลัดวัดบงวัดล้อง (วัดร้อง) วัดศาลา และวัดสถาน จากคำบออกเล่าของคนเฒ่าคนแก่บอกว่าแห่พระเจ้าแก้วกลับมายังไม่ทันถึงวัดฟ้าฝนก็จะตกลงมาโดนผู้คนที่ไปในขบวนแห่จนเปียกไปทั้งตัว และในวันเดือนแปดเป็ง (วันวิสาขะบูชา วันเพ็ญเดือน 6) ชาวเมืองหินจะมีการสรงน้ำพระธาตุบ่อแก้ว และสรงน้ำพระเจ้าแก้ว ถ้าหากปีใดฝนไม่ตกในวันแปดเป็งนั้นแสดงว่าปีนั้นฟ้าฝนจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าหากว่าฝนได้ตกลงในวันสรงน้ำพระเจ้าแก้ว แสดงว่าในปีนั้นฟ้าฝนจะตกดี และบ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์  นอกจากนั้นพระเจ้าแก้วยังมีปาฏิหาริย์อีกหลายอย่าง จนมีผู้คนเล่าขานสืบต่อกันไปทั่วเมืองน่านและเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เรื่องราว อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแก้ว ได้เรื่องลือไปถึงหลายที่หลายแห่งบางครั้งก็มีผู้ทรงอิทธิพลพยามยามจะมานำเอาพระเจ้าแก้วไปแต่ก็รอดมาทุกครั้ง

จนมาถึงพุทธศักราช 2446 สมัยของ พระเจ้าสุริยะพงษ์ผลิตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน พระองค์ทรงเป็นห่วงเกรงว่าพระเจ้าแก้วประดิษฐานอยู่ที่เมืองหิน กลัวจะไม่ปลอดภัย จากโจรผู้ร้าย เนื่องจากในเวลานั้นได้เกิด กบฏเงี้ยว เข้าปล้นเมืองแพร่ ท่านจึงโปรดให้เสนาอามาตย์ ยกขบวนช้างม้าโยธาหารมาจากในเวียงน่าน เพื่อมาอัญเชิญเอาพระพุทธเจ้าแก้ว เข้าไปประดิษฐานไว้ในเมืองน่าน พระเจ้าแก้วถูกนิมนต์อัญเชิญ ใส่หลังช้างไป โดยมีขุนหลังช้างเป็นผู้ดูแลอารักขาพระเจ้าแก้ว ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนชาวเมืองหิน เป็นอย่างมาก ขณะที่ขบวนช้างเคลื่อนไปถึงบริเวณแพะไก่เถื่อน (บริเวณบ้านไก่เถื่อน) ก็ได้มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้น กล่าวคือเกิดปรากฏการท้องฟ้ามืดมัว ฝนตก ฟ้าร้อง มีลมใหญ่พลัดพลาย ทำให้กระบวนช้างม้าแตกตื่นเป็นโกลาหล ช้างเชือกที่อัญเชิญพระเจ้าแก้วไปนั้นได้วิ่ง วกกลับมาที่วัดบ่อแก้วตามเดิม ผู้คนแตกตื่นไม่สามารถที่จะนำเอาพระเจ้าแก้วไปได้ ขุนนางผู้ใหญ่ที่มาในขบวนเห็นอภินิหารเช่นนั้นจึงนำความแจ้งให้เจ้านครน่านได้ทราบเรื่องราวทุกประการ

ขณะนั้นเจ้านครน่านทรงพระนามว่าพระเจ้าสุริยะพงษ์ผลิตเดช ได้มีรับสั่งถึงพระยาสิทธิวังราช ผู้ว่าราชการในหอคำนครน่าน ให้ส่งหนังสือด่วน ไปถึงเจ้าพระยาผู้รักษาเขตเมืองหินด่านใต้ อันมีนามว่าพญาพรมปัญญาศีลามงคล เจ้าเมืองหิน ดังมีข้อความปรากฏ ที่หอคำ นครน่าน ลงวันที่ 23 มีนาคม ศก. 121 (พ.ศ. 2446) ความว่า

วันที่  23 มีนาคม ศก. 121  (พ.ศ. 2446)  พระยาสิทธิวังราช ผู้ว่าราชการในหอคำ ได้รับสั่งองค์เป็นเจ้านครน่าน บอกมาถึงพญาพรมปัญญาเมืองหิน กรรมการเมือง และนายแคว้นแก่บ้าน ทุกคนได้แจ้งด้วย พระพุทธเจ้าแก้วที่เมืองหิน นั้น ไม่ต้องให้ป็นอันตรายแก่บุคคลผู้ใดเลย ให้พ่อเมืองนายบ้านนายแคว้น ช่วยกันระวังรักษาไว้ให้ดี ให้พากันสักการบูชาแก่คนและเทวดทั้งหลายไปตราบยืนยาวนาน 5000 พรรษานั้นเถิด ได้ประทับตราอุทุมพรเป็นสำคัญ

หลังจากนั้นมา ก็มีผู้มีบาระมีคนหนึ่งชื่อนายร้อยสวง (อ่านว่าสะโหวง) เดินทางมาจากเมืองลี ไม่มีความบริสุทธิ์ใจคิดอยากได้พระเจ้าแก้ว จึงเดินทางมาพักที่บ้านกำนันในสมัยนั้น และบอกว่พรุ่งนี้เช้าจะมาขอดูพระเจ้าแก้ว ในคำคืนวันนั้นท่านผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่พากันนำเอาพระแก้วหนีออกไปจากวัดบ่อแก้วนำไปฝากไว้ที่วัดชัยมงคล เพื่อความปลอดภัย พอรุ่งเช้านายร้อยสะโหวง กำลังจะมาขอดูพระแก้วเกิดปวดตาขึ้นกระทัน หันจึงไม่สามารถมาดูพระแก้วเลยเดินทางกลับไป หลังจากนั้นหากมีผู้มีอำนาจมาขอดูพระแก้วเมื่อไหร่ชาวบ้านก็จะนำหนังสือที่เจ้าเมืองน่านมอบให้ไว้มาให้อ่านดู ทุกคน ต่างก็เกรงกลัวพระราชอาญาเจ้านครน่านเลยไม่มีผู้ใดกล้ามาทำอันตรายแก่พระเจ้าแก้ววัดบ่อแก้วเมืองหินอีกเลย

หลักฐานที่ค้นพบเกี่ยวกับประวัติพระเจ้าแก้ว

พระเจ้าแก้ววัดบ่อแก้ว ประดิษฐานอยู่ในวัดบ่อแก้วมาตั้งแต่ปี พ.ศ.ใด ไม่มีปรากฏ จากการสำรวจหลักฐานจากเอกสารโบราณต่างๆได้ค้นพบ ที่กล่าวซื่อของพระแก้วไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เก่าแก่ที่สุด เมื่อปีพุทธศักราช 2420 ในคัมภีร์ชื่อว่ามหาเวสสันดรชาดก ฉบับไม้ไผ่แจ้เรียวแดง ในจารึกฉบับนี้กล่าวเพียงคำว่าวัดพระแก้วเมืองหิน และไม่ปรากฏนามผู้สร้าง แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าแก้วนั้นประดิษฐานอยู่ในวัดบ่อแก้วมานานแล้ว  เพียงแต่ไม่มีใครจารึกหลักฐานไว้เท่านั้นเอง ซึ่งในคัมภีร์เล่มนี้ปรากฏอยู่ที่วัดบ่อแก้ว ดังนี้

มหาเวสสันตะระชาดกฉบับไม้ไผ่แจ้เรียวแดง บ้านนาหวายเอาลุกเมืองแพร่มาเขียน จุลศักราช 1239 ปีเมืองเป้า ข้าวแพง 3 พันแถบ ป๋างเมื่ออยู่เมตต๋าวัดรัตตะนะกุปป๋าราม วัดพระแก้วเมืองหิน และในพ.ศ. 2421 ก็ได้ปรากฏหลักฐานวัดพระแก้วเมืองหินอีกครั้งหนึ่งจารึกโดยพระครูบาสุทธะ เจ้าอาวาสวัดบ่อแก้วในขณะนั้น ในจารึกฉบับนี้กล่าวเพียงคำว่าวัดพระแก้วเมืองหิน จุลศักราชได้ 1240 ตั๋วปี๋เปิ๊กยี สุทธะเป็นผู้แต้ม (เขียน) ป๋างเมื่ออยู่วัดพระแก้วเมืองหิน นับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับ พระเจ้าแก้ววัดบ่อแก้วเมืองหินอีกเลย

ประมาณปี พ.ศ. 2556 ทางวัดบ่อแก้วจึงได้มีการบูรณะก่อสร้างอุโบสถใหม่อีกครั้ง โดยใช้ช่างจากจังหวัดเชียงราย แปรสภาพสู่อุโบสถอันวิจิตรตระการตาด้วยลวดลายปูนปั้นเต็มผนังอุโบสถ ด้านนอกตลอดจนหน้าต่างซุ้มโขงข้างละ 4 บาน เข้ากันกับตัวบานหน้าต่างที่ก็จำหลักไม้เป็นลวดลายสิบสองนักษัตร เหนือหน้าต่างขึ้นไปเป็นประติมากรรมเทวดานางฟ้าถือพานเหาะมาโปรยปรายดอกไม้ ลวดลายทั้งหมดแลดูเงางามเป็นประกายด้วยสีมุกที่ทางวัดเลือกใช้ การพ่นสีโบสถ์ทั้งหมดด้วยสีมุก นอกจากจะทำให้ดูมีมิติสวยงาม ไม่ขาวโพลนจนเกินไปแล้ว ยังช่วยให้มีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะน้ำฝนไม่สามารถซึมเข้าในพื้นผิวจนก่อให้เกิดเป็นราหรือตะไคร่น้ำให้ลดทอนความงดงามของอุโบสถลงได้ สองฝั่งราวบันไดตกแต่งด้วยประติมากรรมพญานาคใหญ่แผ่พังพานนำขึ้นไปยังซุ้มประตูโขงด้านหน้าอุโบสถทางทิศตะวันออกประดับลายปูนปั้นละเอียดยิบ บนยอดประตูใหญ่ถึงกลางปั้นเป็นเจดีพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ล้อมรอบด้วยเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บานประตูจำหลักไม้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในพุทธประวัติ เช่น ตอนมารผจญ ตอนปราบองคุลีมาล และอื่น ๆ บานละ 4 ตอน สองฟากฝั่งประตูประดับด้วยประติมากรรมเทพบุตรเทพธิดายืนพนมมือ ระบายสีสันอย่างสวยงาม ด้านหลังอุโบสถททางทิศตะวันตกก็มีลักษณะคล้ายกัน ผนังระเบียบทุกด้านล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยปูนปั้นในเรื่องราวพุทธประวัติจนแทบไม่มีที่ว่าง ภายในอุโบสถก็ตระการตาไม่ยิ่งหย่อนบนฐานชุกชีทำเป็น 3 ชั้น บนสุดประดิษฐานพระเจ้าและชั้นสุดท้ายประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยและพระพุทธชินราชจำลองรุ่นใหม่ลดหลั่นผลังหลังพระประธานเป็นปูนปั้นพุทธประวัติ3ตอนสำคัญ คือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เรียงกันจากซ้ายไปขวา ส่วนผนังทางด้านหน้า ด้านซ้ายและขวารายรอบด้วยปูนปั้นนูนต่ำเล่าเรื่องมหาเวศสันดรชาดก


วัดบ่อแก้ว ตั้งอยู่ที่เลขที่ 129 หมู่ 5 บ้านบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน จากตัวเมืองน่านใช้ทางหลวงหมายเลข 101 (ถนนยันตรกิจโกศล) ไปเข้าทางหลวงหมายเลข 1026 ที่อำเภอเวียงสา ผ่านอำเภอนาน้อย เข้าสู่อำเภอนาหมื่น แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยก ผ่านหน้าตลาดสดบ่อแก้วไปจนถึงวัดบ่อแก้วที่อยู่ทางซ้ายของถนน รวมระยะทางประมาณ 77.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ครับ

ขอบคุณที่มา จากหนังสือ อนุสาร อสท. ฉบับเดือนกันยายน คอลัมน์ เเวะชมสมบัติศิลป์ เรื่องโดย ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ และ สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น ภาพจาก pralanna.com และ paiduaykan.com

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่