น่านทูเดย์ตอตคอม

ว่าด้วยเรื่องลัวะเมืองน่าน กับลัวะเชียงใหม่ (ยาวหน่อย ใครสนใจก็เข้าไปอ่านกันนะครับ)

เมื่อหลายปีก่อนไปอ่านเวบบอร์ดหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องชาติพันธ์ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งออกมาตัดพ้อว่าเธอเป็นลูกหลานลัวะ เชียงใหม่ ของเธอนั้นเป็นลัวะแท้ๆ แต่ทางเมืองน่านนั้นไม่ใช่ลัวะ ภาษาก็ไม่เหมือนกันสักหน่อย ผมอ่านขำๆ ที่เธอหวงแหนความเป็นลัวะแบบสุดๆไปเลย แต่ว่าไปแล้วเธอก็พูดถูก ในแง่ที่ว่าเธอเป็นลูกหลานลัวะ กลุ่มที่ถูกระบุในตำนานเชียงแสน (สิงหนวัติกุมาร) และตำนานดอยตุง (ปู่เจ้าลาวจก) นั่นคือเป็น ”ลัวะแต๊ๆ” ในตำนาน

ลัวะเมืองน่านเป็นใคร มาจากไหน? ทำไมเรียกว่าลัวะ นอกเหนือจากที่ชาวน่านเรียกกันมาดั้งเดิมว่า “ถิ่น”

เรื่องนี้ลองถามพี่น้องลัวะเมืองน่านดู ก็ได้คำตอบมาสองแบบใหญ่ๆ แบบแรก ยอมรับว่าตนเองเป็นลัวะ เกิดมาพอรู้ความก็รู้ว่าตนเองคือคนลัวะ และเรียกกันแบบนี้มานานแล้ว เช่น บ่อฤทธิ์ บุญอินทร์ (อายุ 90 ปี) แห่งบ้านห้วยชนิน (ต่อมาย้ายมาอยู่บ้านสว่าง อ.แม่จริม) ยืนยันว่าคนลัวะทางบ่อเกลือเรียกตนเองว่าลัวะมาเนิ่นนาน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดนั้นแล้ว ถ้าว่ากันตามอายุของบ่อฤทธิ์ บวกปู่ย่าตาทวดก็คงจะเกือบๆ 200 ปี แต่ความคิดว่าพวกตนคือลัวะจะยาวนานกว่านั้นอีกเท่าไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกับ นายคำ ใจปิง ผู้ใหญ่บ้านป่ากำ อ.บ่อเกลือ ก็ยืนยันแบบเดียวกัน เมื่อถามคนลัวะที่เรียกว่าลัวะ ”ดอกแดง” ทั้งหลาย ก็จะได้คำตอบแนวๆนี้ อีกประการหนึ่ง มีน้อยคนมากในบรรดาคนลัวะดอกแดงที่จะรู้จักคำว่า ”ปรัย” หรือเชื่อว่า ”ปรัย” คือชื่อดั้งเดิมของตน (อย่างที่นักวิชาการบางท่านค้นพบจากคนลัวะบางพื้นที่) เท่าที่สำรวจได้จะมี บ่อเริ่ม (นายสุทธิเดช บุญกำจร) บ้านแม่สนาน และนายรวม บุญอินทร์ บ้านห้วยล้อม เล่าว่าเคยได้ยินพ่อแม่ พูดคำว่า “ครัมปรัย” ที่แปลว่า ”คนปรัย” อยู่เหมือนกันว่าเป็นชื่อดั้งเดิมของลัวะดอกแดง

แบบที่สอง ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นลัวะ คำว่าลัวะเป็นคำที่ถูกคนอื่นภายนอกเรียก เมื่อถูกเรียกนานเข้าก็เลยต้องยอมรับสภาพแบบเลยตามเลย คนที่คิดแบบนี้ เช่น (นางบังอร ยอดออน) และชาวบ้านมณีพฤกษ์2 พวกเขาเชื่อว่าชื่อที่ถูกต้องของพวกตนคือ “มัล” หากไปถามคนลัวะหมู่บ้านอื่นๆ ที่ใช้ภาษา และมีพิธีกรรม ”สโลด” แบบเดียวกับมณีพฤกษ์2 ก็จะได้คำตอบคล้ายๆกัน

สรุปว่าคนลัวะกลุ่ม ดอกแดง (หรือทางวิชาการเรียกลัวะปรัย) ส่วนใหญ่ยอมรับว่าตนเองคือคนลัวะมาแต่อ้อนออก และเรียกตัวเองว่าลัวะ มาแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด แต่มีส่วนน้อยมากที่รู้จักคำว่าปรัย หรือเชื่อว่าปรัยคือชื่อดั้งเดิมของพวกตน

ส่วนคนลัวะสโลด (ทางวิชาการเรียกลัวะมัล) ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลัวะ แต่ถูกคนอื่นภายนอกเรียกว่าลัวะ ก็เลยรับสภาพแบบเลยตามเลย เชื่อว่าชื่อที่ถูกต้องของพวกตนคือ “มัล” น่าสังเกตว่าคนลัวะสโลดจะเรียกคนลัวะดอกแดงว่า พวก ”อะเซียด”

ทีนี้ลัวะดอกแดง กับลัวะสโลด มีความเกี่ยวพันกันหรือไม่ อย่างไร ถ้าดูจากพิธีกรรม ฝ่ายแรกเน้นพิธีกินดอกแดง (เลี้ยงผี และดื่มกินฉลองช่วงต้นหงอนไก่ออกดอกสีแดง หลังเก็บเกี่ยว) ฝ่ายหลังเน้นพิธีสโลด ทำขวัญข้าวช่วงต้นข้าวสูงแค่เข่า ราวเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม

ถ้าดูจากภาษาพูด ทั้งสองฝ่ายคุยกันแทบไม่รู่เรื่อง ถ้าต่างฝ่ายต่างพูดภาษาของตน นางตะวัน บุญอินทร์ ลัวะดอกแดงบ้าน ห้วยลอย (เดิมอยู่บ้านห้วยเคาะใกล้บ่อเกลือ) เล่าให้ฟังว่า ตนคุยกับลัวะสโลดบ้านมณีพฤกษ์2 ไม่ค่อยเข้าใจ แต่คุยกับลัวะ ภูพยัคฆ์ บ้านน้ำช้าง น้ำรี กิ่วจันทร์ได้สบาย ถึงคำบางคำจะไม่เหมือนกัน แต่คุยกันเข้าใจ เพราะเป็นภาษาลัวะดอกแดงเหมือนกัน

ดังนั้นลัวะดอกแดง กับลัวะสโลดในปัจจุบันจึงเป็นกลุ่มชาติพันธ์ย่อยคนละกลุ่ม ต่างกันที่ภาษาและพิธีกรรม อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ อย่างเช่น David Filbeck ที่มาศึกษาเรื่องลัวะเมืองน่านตั้งแต่ปี 2503 พบว่าจริงๆ แล้วลัวะดอกแดง และลัวะสโลดก็เคยเป็นชนกลุ่มเดียวกันมาก่อน พึ่งมาแยกออกจากกันเมื่อราวๆ 200 ปี มานี้เอง และย้อนเวลาขึ้นไปอีกพวกเขาก็คือชนกลุ่มเดียวกับพวกขมุในลาวเหนือ ก่อนจะแยกออกจากขมุเมื่อราวๆ 600 ปีก่อน ขมุก็คือประชากรส่วนใหญ่ ของกลุ่มชนที่เคยถูกเรียกว่าพวก ”ข่า” ในลาว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อลาวเทิงในระยะหลัง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ลัวะเมืองน่าน ก็คือแขนงหนึ่ง ของพวก ”ข่า” ในลาวเหนือที่ล้นเข้ามาอยู่บริเวณต้นน้ำน่านนั่นเอง ภาษาพูดคนลัวะเมืองน่านทั้งดอกแดง และสโลดจัดอยู่ในกลุ่มภาษาย่อยขมุ (khmuic) เช่นเดียวกับข่าในลาวเหนือส่วนใหญ่ ส่วนลัวะทางเชียงใหม่ –แม่ฮ่องสอน พูดในกลุ่มภาษาย่อยปะหล่อง (paluangic) แบบพวกปะหล่อง ว้า หรือละว้าในพม่า และจีน

เมื่อศึกษาทางด้านภาษา นักวิชาการพบว่ากลุ่มชนที่พูดภาษาย่อยขมุ กับภาษาย่อยปะหล่องแท้จริงแล้วก็เคยเป็นชนกลุ่มเดียวกันมาก่อน แล้วจึงมาแยกตัวออกจากกัน David Jordan นักวิชาการอีกท่านที่ศึกษาเรื่องลัวะเมืองน่าน ประมาณการว่าบรรพบุรุษของลัวะเมืองน่าน กับลัวะทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน น่าจะแยกกลุ่มออกจากกันเมื่อสัก 2000-3000 ปีก่อน อันสอดคล้องกับตำนานเมืองยองที่บอกว่าแต่ก่อนชนละแวกนั้นล้วนเป็นละว้ากลุ่มเดียวกัน ก่อนมีส่วนหนึ่งแยกกลุ่มอพยพมาลาวเหนือ และกลายมาเป็นพวกข่าในลาวเหนือ (และแขนงหนึ่งของข่าในลาวเหนือก็คือลัวะเมืองน่านนั่นเอง-อันนี้เราขอต่อยอดจากตำนาน)

สรุปว่าลัวะเมืองน่าน กับลัวะทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เคยเป็นกลุ่มละว้ากลุ่มเดียวกันมาก่อน แล้วจึงมาแยกตัวออกจากกันเมื่อสัก 2000-3000 ปีก่อน ตามการวิเคราะห์ทางด้านภาษาศาสตร์ โดยมีตำนานเมืองยองสนับสนุนอย่างเป็นเหตุเป็นผลอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อเป็นเช่นนี้น้องคนลัวะเชียงใหม่ คงสบายใจได้ว่า ไม่ว่าลัวะเชียงใหม่ หรือลัวะน่านก็เคยเป็นชน กลุ่มเดียวมาก่อน และมีบรรพบุรุษร่วมกันในช่วงอดีตอันไกลโพ้นนั่นเอง

คนลัวะเมืองน่าน มีสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือลัวะสโลด (ที่ทำพิธีกินสโลด เลี้ยงผี ทำขวัญข้าว และตีพิในช่วงนี้ หลายหมู่บ้าน เช่นบ้านมณีพฤกษ์2 บ้านสกาด บ้านเต๋ย เป็นต้น) อีกกลุ่มคือลัวะดอกแดง(ที่ทำพิธีกินดอกแดง หลังเก็บเกี่ยวปลายปี การเก็บเกี่ยวนั้นเกิดในช่วงดอกรางลอง หรือหงอนไก่ สีแดงบานในไร่ พอดี จึงเรียกพิธีดื่มกิน เลี้ยงผี ฉลองการเก็บเกี่ยวว่ากินดอกแดง) ในภาพคือการตีพิของลัวะดอกแดง บ้านห้วยล้อม อ.บ่อเกลือ ทั้งท่วงท่าลีลา ทำนองเพลงตีพิ ต่างจากของลัวะสโลดเป็นอย่างมาก ท่าร่ายรำก็เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจน

โพสต์โดย Phupayak Khunnan เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2019
คนลัวะเมืองน่าน มีสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือลัวะสโลด (ที่ทำพิธีกินสโลด เลี้ยงผี ทำขวัญข้าว และตีพิในช่วงนี้ หลายหมู่บ้าน เช่นบ้านมณีพฤกษ์2 บ้านสกาด บ้านเต๋ย เป็นต้น) phupayak.khunnan

คนลัวะเมืองน่าน มีสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือลัวะสโลด (ที่ทำพิธีกินสโลด เลี้ยงผี ทำขวัญข้าว และตีพิในช่วงนี้ หลายหมู่บ้าน เช่นบ้านมณีพฤกษ์2 บ้านสกาด บ้านเต๋ย เป็นต้น) อีกกลุ่มคือลัวะดอกแดง(ที่ทำพิธีกินดอกแดง หลังเก็บเกี่ยวปลายปี การเก็บเกี่ยวนั้นเกิดในช่วงดอกรางลอง หรือหงอนไก่ สีแดงบานในไร่ พอดี จึงเรียกพิธีดื่มกิน เลี้ยงผี ฉลองการเก็บเกี่ยวว่ากินดอกแดง) ในภาพคือการตีพิของลัวะดอกแดง บ้านห้วยล้อม อ.บ่อเกลือ ทั้งท่วงท่าลีลา ทำนองเพลงตีพิ ต่างจากของลัวะสโลดเป็นอย่างมาก ท่าร่ายรำก็เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจน

พิธีสโลดหลวง เพื่อทำขวัญข้าวฤดูการผลิตใหม่ ที่บ้านลัวะสโลด(มัล) บ้านมณีพฤกษ์2 อ.ทุ่งช้าง ระหว่างวันที่15-20สค2562 ในภาพวิดีโอ คือการตีพิ ที่มีจังหวะจะโคนอันแปลกตาน่าชม (เอื้อเฟื้อภาพ โดยคุณโสภา แห่งหอศิลป์พิงพฤกษ์ จ.น่าน) ใครสนใจสามารถเดินทางไปเยี่ยมชม ศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีของพีน้องลัวะสโลดได้ในช่วงวันเวลาดังกล่าวนะครับ

โพสต์โดย Phupayak Khunnan เมื่อ วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2019

ที่มา ; https://www.facebook.com/phupayak.khunnan
Phupayak Station https://www.facebook.com/phupayakstation

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่